ทีมตัวแทนผู้ให้บริการ ดูประวัติและช่องทางติดต่อของทีม
🛡️ ความรู้ทางการเงิน · ฉบับเข้าใจง่าย

ถ้าพรุ่งนี้คุณไม่อยู่
ครอบครัวคุณจะอยู่ต่อได้กี่เดือน?

คำถามนี้ไม่ได้ถามเพื่อให้กลัว แต่ถามเพื่อให้ เตรียมตัว — เพราะประกันชีวิตไม่ใช่การซื้อความตาย แต่คือการ ถ่ายโอนความเสี่ยง ก้อนใหญ่ที่คุณแบกไว้คนเดียว ไปให้ระบบที่รับไหวแทน

✅ เนื้อหาเพื่อการศึกษา ✅ ไม่เก็บข้อมูลส่วนตัว ✅ ไม่ขายกรมธรรม์
3 เดือนคือระยะเวลาเฉลี่ยที่ครัวเรือนทั่วไปอยู่ได้ หากรายได้หลักหายไปกะทันหัน
100xเบี้ยประกันเพียงเล็กน้อย แลกความคุ้มครองได้หลายสิบถึงร้อยเท่า
24 ชม.ความคุ้มครองทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่ต้องต่อคิว
📈 วางแผนระยะยาว 💙 คุ้มครองคนที่รัก

แผนคุ้มครองของคุณ

กำลังคุ้มครอง
🏠 ภาระหนี้บ้าน คุ้มครองแล้ว
🎓 ทุนการศึกษาบุตร คุ้มครองแล้ว
⚕️ ค่ารักษาโรคร้ายแรง คุ้มครองแล้ว
👵 ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ คุ้มครองแล้ว
ความเสี่ยงไม่ได้หายไป • แต่ถ่ายโอนได้ • ถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) • ทุนประกันคือมรดกที่สร้างได้ทันที • วางแผนวันนี้ อุ่นใจตลอดชีวิต • รักใครให้ทำประกันให้ตัวเอง • ความเสี่ยงไม่ได้หายไป • แต่ถ่ายโอนได้ • ถ่ายโอนความเสี่ยง (Risk Transfer) • ทุนประกันคือมรดกที่สร้างได้ทันที • วางแผนวันนี้ อุ่นใจตลอดชีวิต • รักใครให้ทำประกันให้ตัวเอง •
วิดีโอแนะนำ

ฟังเรื่องนี้ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

สรุปสั้น ๆ ว่าทำไมทุนประกันชีวิตถึงเป็นสิ่งเดียวที่สร้างได้ทันทีในวันที่ครอบครัวต้องการที่สุด

วิดีโอเริ่มเล่นแบบปิดเสียง · กดปุ่มมุมขวาล่างเพื่อเปิดเสียง

01 — ภาพที่ไม่มีใครอยากเห็น

วันธรรมดาวันหนึ่ง ที่เปลี่ยนทุกอย่างไปตลอดกาล

เรื่องราวสมมติที่สร้างจากรูปแบบปัญหาที่พบได้บ่อยในครอบครัวไทย

คุณพ่อวัย 38 ปี รายได้เดือนละ 45,000 บาท เป็นเสาหลักคนเดียวของบ้าน

ผ่อนบ้านเหลืออีก 18 ปี ลูกสองคนอยู่ ป.3 กับอนุบาล ภรรยาทำงานพาร์ตไทม์ได้เดือนละ 9,000 บาท

เขาเคยคิดจะทำประกัน แต่บอกตัวเองว่า “ไว้ปีหน้าค่อยทำ ตอนนี้ยังแข็งแรงดี”

เช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคม เขาไม่ได้กลับบ้าน
— กรณีศึกษาสมมติเพื่อการเรียนรู้
สัปดาห์ที่ 1

เงินสดในบ้านหมดเร็วกว่าที่คิด

ค่าจัดการงาน ค่าเดินทางญาติ ค่าใช้จ่ายเฉพาะหน้า เงินเก็บ 180,000 บาท หายไปเกินครึ่งภายในสิบวัน

เดือนที่ 2

ธนาคารส่งจดหมายฉบับแรก

ค่างวดบ้าน 16,500 บาท/เดือน ไม่ได้หยุดตามคนจ่าย ภรรยามีรายได้ 9,000 บาท ไม่พอแม้แต่ค่างวดเดียว

เดือนที่ 5

ต้องเลือกระหว่างบ้านกับโรงเรียน

ย้ายลูกออกจากโรงเรียนเดิม กู้เงินนอกระบบดอกเบี้ยสูงมาประคองสถานการณ์

ปีที่ 2

บ้านถูกยึด ครอบครัวแยกกันอยู่

ลูกคนโตย้ายไปอยู่กับปู่ย่าต่างจังหวัด ความฝันเรื่องมหาวิทยาลัยถูกพับเก็บอย่างเงียบ ๆ

💔 สิ่งที่เจ็บที่สุดไม่ใช่การจากไป — แต่คือการที่คนข้างหลังต้องจ่ายราคาของการ “ยังไม่ได้ทำ” ไปอีกสิบปี และเบี้ยประกันที่จะป้องกันทั้งหมดนี้ได้ อาจอยู่ที่ราวเดือนละ 1,000–1,500 บาทเท่านั้น

02 — ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย

ต้นทุนของการ “ไม่ทำอะไรเลย”

หลายคนคิดว่าไม่ทำประกัน = ประหยัดเงิน ความจริงคือ คุณกำลัง รับความเสี่ยงไว้เอง 100% โดยไม่รู้ตัว

🏚️

บ้านที่ผ่อนมาครึ่งทาง อาจไม่ใช่ของครอบครัว

สินเชื่อบ้านไม่ได้ตายตามผู้กู้ ธนาคารจะทวงจากกองมรดกและผู้ค้ำ ผ่อนมา 8 ปีแล้วเสียบ้านไป เกิดขึ้นได้จริง

🎓

ความฝันของลูก ถูกตัดจบกลางคัน

ค่าเรียนตั้งแต่ประถมถึงปริญญาตรีอยู่ที่หลักล้าน หากไม่มีทุนสำรอง ลูกจะเป็นคนแรกที่ถูกลดค่าใช้จ่าย

💸

เงินลงทุนถูกบังคับขายในเวลาที่แย่ที่สุด

ครอบครัวต้องขายกองทุน ขายทอง ขายรถ ในจังหวะที่ราคาต่ำ ขาดทุนซ้อนความสูญเสีย

🕳️

หนี้นอกระบบ กับดักที่ออกยากที่สุด

เมื่อสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ ทางเลือกสุดท้ายมักดอกเบี้ยร้อยละ 10–20 ต่อเดือน หนี้โตเร็วกว่ารายได้เสมอ

👵

พ่อแม่วัยเกษียณ ต้องกลับมาทำงาน

คนที่ควรได้พัก กลับต้องรับภาระเลี้ยงหลาน ความเสี่ยงไหลย้อนขึ้นไปสองรุ่น

💔

ความขัดแย้งในครอบครัว

ไม่มีเงินก้อน ไม่มีเอกสารชัดเจน นำไปสู่การทวงถามระหว่างญาติ ทำลายความสัมพันธ์ที่เหลืออยู่

🧾 เปรียบเทียบบนสมมติฐานเดียวกันทุกข้อ — รายได้ 45,000 บาท/เดือน (540,000 บาท/ปี) · หนี้บ้านคงเหลือ 2,400,000 บาท · เบี้ยประกัน 15,000 บาท/ปี · ทุนประกัน 7,000,000 บาท · มองไปข้างหน้า 10 ปี
ทั้งสองครอบครัวเจอเหตุการณ์เดียวกัน จึงมี “รายการเดียวกัน” ต่างกันแค่ตัวเลขในบางบรรทัด

❌ ครอบครัว A — ไม่มีประกัน

รับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด 100%

  • ✕ ครอบครัวรับความเสียหายเต็มจำนวน
  • ✕ ต้องขายสินทรัพย์ในราคาถูกกว่าตลาด
  • ✕ ก่อหนี้ใหม่ดอกเบี้ยสูงเพื่อประคองตัว
  • ✕ แผนการศึกษาและเกษียณพังพร้อมกัน
รายได้ครอบครัวที่หายไป 10 ปี
หนี้บ้านที่ยังต้องผ่อนต่อ
ดอกเบี้ยหนี้ใหม่ + ขาดทุนจากการเร่งขายสินทรัพย์
เบี้ยที่ไม่ได้จ่าย (ประหยัดได้)
ผลกระทบสุทธิต่อครอบครัว
VS

✅ ครอบครัว B — มีประกัน

เงื่อนไขเดียวกันทุกอย่าง ต่างกันแค่ “ตัดสินใจทำ” เมื่อ 10 ปีก่อน

  • ✓ จ่ายเบี้ยที่แน่นอน คาดการณ์ได้ทุกปี
  • ✓ ความเสียหายก้อนใหญ่ตกเป็นของบริษัทประกัน
  • ✓ ได้เงินก้อนโดยไม่ต้องเร่งขายอะไรเลย
  • ✓ บ้าน การศึกษา และแผนเกษียณยังอยู่ครบ
รายได้ครอบครัวที่หายไป 10 ปี
หนี้บ้านที่ยังต้องผ่อนต่อ
ดอกเบี้ยหนี้ใหม่ + ขาดทุนจากการเร่งขายสินทรัพย์
เบี้ยที่จ่ายจริง 10 ปี
ทุนประกันที่ครอบครัวได้รับ
ผลกระทบสุทธิต่อครอบครัว
ส่วนต่างระหว่างสองครอบครัว — คือมูลค่าที่ “การตัดสินใจทำประกัน” สร้างให้ครอบครัว โดยแลกกับเบี้ยรวม 150,000 บาท ตลอด 10 ปี

📌 ตัวเลขข้างต้นเป็นภาพจำลองเพื่อการศึกษา เบี้ยและทุนประกันจริงขึ้นอยู่กับอายุ เพศ สุขภาพ อาชีพ และแบบประกันที่เลือก สังเกตว่า ครอบครัว B ก็ยังติดลบ เพราะเงินไม่อาจทดแทนคนที่หายไปได้ ประกันเพียงทำให้ความเสียหาย เล็กลงจนครอบครัวยังยืนอยู่ได้ — นั่นคือหน้าที่ของมัน ไม่ใช่การทำกำไร

03 — ความสำคัญ

ประกันชีวิตทำหน้าที่อะไรบ้างในแผนการเงิน

ก่อนจะลงทุนให้ “รวย” เราต้องกันไม่ให้ “จน” เสียก่อน ประกันคือเกราะชั้นแรกที่ปกป้องแผนทั้งหมด

🏠

สร้างรายได้ทดแทนให้ครอบครัว

ทุนประกันทำหน้าที่เหมือน “เงินเดือนล่วงหน้า” ให้ครอบครัวใช้ต่อได้อีก 5–10 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตกะทันหัน

🎓

การันตีการศึกษาของลูก

เปลี่ยน “ความตั้งใจจะส่งลูกเรียน” ให้กลายเป็น “ข้อผูกพันตามสัญญา” ที่บริษัทประกันต้องจ่ายแม้คุณไม่อยู่

💳

ปิดหนี้ ไม่ให้ตกถึงคนข้างหลัง

หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้ธุรกิจ ไม่หายไปพร้อมเรา แต่จะไปเรียกร้องจากกองมรดกและผู้ค้ำประกัน

⚕️

รับมือค่ารักษาก้อนใหญ่

สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพและโรคร้ายแรงช่วยไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิตหมดไปกับการรักษาเพียงครั้งเดียว

🧾

สิทธิลดหย่อนภาษี

เบี้ยประกันชีวิตทั่วไปลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท และแบบบำนาญเพิ่มได้อีกตามเกณฑ์กรมสรรพากร

🕊️

ส่งต่อมรดกอย่างเป็นระบบ

ระบุผู้รับประโยชน์ได้ชัดเจน จ่ายตรงถึงมือ ลดความขัดแย้ง และเป็นสภาพคล่องให้กองมรดกที่เป็นอสังหาฯ

🧠

ซื้อ “ความสงบใจ” ให้ตัวเอง

ผลตอบแทนที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ คือการได้ทำงาน ได้เสี่ยงลงทุน ได้ใช้ชีวิต โดยไม่ต้องกลัวว่าถ้าพลาดแล้วบ้านจะพัง

⏳

ล็อกเบี้ยไว้ที่อายุวันนี้

เบี้ยประกันอิงอายุที่สมัคร ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งถูกและตรวจสุขภาพผ่านง่าย รอไปอีก 10 ปี อาจแพงขึ้นเท่าตัวหรือสมัครไม่ได้เลย

พีระมิดการเงิน

ลำดับที่ถูกต้องของการสร้างความมั่งคั่ง

  • ชั้นที่ 4 ลงทุนเพื่อความมั่งคั่ง — หุ้น กองทุน อสังหาฯ
  • ชั้นที่ 3 ออมเพื่อเป้าหมาย — เกษียณ การศึกษา
  • ชั้นที่ 2 ป้องกันความเสี่ยง — ประกันชีวิต/สุขภาพ
  • ชั้นที่ 1 เงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เท่าของรายจ่าย

💡 หลายคนข้ามชั้นที่ 2 ไปลงทุนเลย พอเกิดเหตุไม่คาดฝันจึงต้องขายสินทรัพย์ทิ้งในเวลาที่แย่ที่สุด — เหมือนสร้างบ้านสี่ชั้นบนเสาที่ยังไม่ได้ตอกเข็ม

ผลกระทบเมื่อไม่มีเกราะป้องกัน

ข้อมูลจำลอง
😰 ขายสินทรัพย์ก่อนกำหนด -30%
💸 กู้ยืมดอกเบี้ยสูง +18%/ปี
📉 แผนเกษียณล่าช้า +7 ปี
🎓 บุตรหยุดเรียนกลางคัน เสี่ยงสูง
🏦 เครดิตครอบครัวเสียหาย ระยะยาว

การไม่ทำอะไรเลย ไม่ใช่การไม่มีความเสี่ยง แต่คือการ เลือกรับความเสี่ยงไว้เองทั้งหมด

04 — การบริหารความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงในชีวิต 4 วิธี

ความเสี่ยงคือ “ความไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดความสูญเสีย” — เราจัดการมันได้ 4 แบบ และแต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน

1

หลีกเลี่ยงAvoidance

ตัดต้นตอทิ้ง เช่น ไม่ขับรถเร็ว เลิกบุหรี่ ไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจ ได้ผลดีแต่ใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง เพราะเราหลีกเลี่ยง “ความตาย” ไม่ได้

2

ลดและควบคุมReduction

ลดโอกาสเกิดหรือลดความรุนแรง เช่น ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพประจำปี คาดเข็มขัดนิรภัย ติดตั้งสัญญาณกันไฟไหม้

3

รับไว้เองRetention

ยอมรับความเสียหายเล็ก ๆ ที่เรารับไหว ด้วยเงินสำรองฉุกเฉิน เช่น ค่ายา ค่าซ่อมรถเล็กน้อย ค่าเสียหายหลักพัน

4

ถ่ายโอนTransfer

ความเสียหายก้อนใหญ่ที่รับเองไม่ไหว ให้โอนไปยังบริษัทประกันผ่านสัญญา นี่คือหัวใจของการทำประกันชีวิตและสุขภาพ

ตารางตัดสินใจ: ความถี่ × ความรุนแรง

ความเสียหายน้อย
ความเสียหายสูง
เกิดบ่อย
ลด / ควบคุมเช่น ค่ารักษาเล็กน้อย ค่าซ่อมบำรุง
หลีกเลี่ยงเช่น กิจกรรมอันตรายสูง พฤติกรรมเสี่ยง
เกิดไม่บ่อย
รับไว้เองใช้เงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือน
ถ่ายโอน 🛡️ทำประกันชีวิต / สุขภาพ / โรคร้ายแรง

🎯 การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทุพพลภาพ และโรคร้ายแรง = “เกิดไม่บ่อย แต่เสียหายมหาศาล” จึงตกอยู่ในช่องขวาล่างพอดี ซึ่งเป็นช่องเดียวที่การทำประกันคุ้มค่าที่สุดในเชิงเศรษฐศาสตร์

05 — การถ่ายโอนความเสี่ยง

กลไกการถ่ายโอนความเสี่ยงทำงานอย่างไร

หลักการ “คนจำนวนมากช่วยกันคนละนิด เพื่อคนจำนวนน้อยที่เดือดร้อนจริง” หรือ Law of Large Numbers

🙋

คุณ (ผู้เอาประกัน)

เดิมแบกความเสี่ยงไว้คนเดียว 100%

จ่ายเบี้ย→
🏦

บริษัทประกัน

รวมเบี้ยจากคนหลายล้านคนเป็นกองทุนกลาง กระจายความเสี่ยง

จ่ายสินไหม→
👨‍👩‍👧

ผู้รับประโยชน์

ได้รับทุนประกันก้อนใหญ่ทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทำไมบริษัทประกันถึงรับความเสี่ยงนี้ไหว

  • 1 มีผู้เอาประกันหลักล้านคน ทำให้ทำนายอัตราการเคลมได้แม่นยำ
  • 2 ใช้ตารางมรณะและสถิติคำนวณเบี้ยให้สมดุลกับความเสี่ยง
  • 3 นำเบี้ยส่วนใหญ่ไปลงทุนในสินทรัพย์มั่นคงเพื่อสร้างผลตอบแทน
  • 4 ทำประกันภัยต่อ (Reinsurance) กระจายความเสี่ยงออกไปอีกชั้น
  • 5 ถูกกำกับโดย คปภ. ให้ดำรงเงินกองทุนตามกฎหมาย

🔑 หัวใจของเรื่องนี้คือ “แลกความไม่แน่นอนก้อนใหญ่ ด้วยความแน่นอนก้อนเล็ก” — คุณยอมจ่ายเงินจำนวนที่รู้แน่ ๆ เพื่อไม่ต้องเจอกับความเสียหายที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่และใหญ่แค่ไหน

ตัวอย่างสัดส่วนเบี้ยต่อทุนประกัน

เพื่อการศึกษา
💵 เบี้ยที่จ่ายต่อปี ~12,000 บาท
📅 เบี้ยเฉลี่ยต่อวัน ~33 บาท
🛡️ ทุนประกันที่ได้รับ ~2,000,000 บาท
⚖️ อัตราส่วนโดยประมาณ 1 : 166

☕ ค่ากาแฟวันละแก้ว ≈ เบี้ยประกันวันละ 33 บาท — ต่างกันตรงที่อย่างหนึ่งหมดไปใน 15 นาที อีกอย่างคุ้มครองครอบครัวคุณ 24 ชั่วโมง

06 — ประเภทประกัน

เลือกแบบประกันให้ตรงเป้าหมาย

ไม่มีแบบไหน “ดีที่สุด” มีแต่แบบที่ “เหมาะกับสถานการณ์ของคุณที่สุด” ในช่วงเวลานั้น

แบบชั่วระยะเวลา (Term Life) — เบี้ยถูกที่สุด ทุนสูงที่สุด

คุ้มครองเฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 10, 15 หรือ 20 ปี ถ้าอยู่ครบสัญญาจะไม่ได้เงินคืน แต่แลกมาด้วยเบี้ยที่ถูกมาก เหมาะกับ “ช่วงชีวิตที่ภาระสูงสุด” คือกำลังผ่อนบ้านและลูกยังเล็ก

  • เบี้ยต่ำที่สุดต่อทุนประกัน 1 บาท เหมาะกับงบจำกัด
  • สร้างทุนประกันหลักล้านได้ด้วยเบี้ยหลักพันต่อปี
  • เหมาะมากสำหรับคนเพิ่งเริ่มทำงานและพ่อแม่มือใหม่
  • นิยมทำคู่กับสินเชื่อบ้าน (MRTA) เพื่อปิดหนี้โดยเฉพาะ
  • ข้อจำกัด: ไม่มีมูลค่าเงินสด และเบี้ยจะแพงขึ้นเมื่อต่ออายุตอนแก่
ระยะคุ้มครอง10–20 ปี
เบี้ยเทียบกันต่ำที่สุด
มูลค่าเงินสดไม่มี
เหมาะกับภาระสูง งบน้อย

แบบตลอดชีพ (Whole Life) — คุ้มครองยาว สร้างมรดก

คุ้มครองยาวถึงอายุ 90–99 ปี พร้อมสะสมมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ เหมาะกับการวางแผนส่งต่อมรดกและเป็นฐานรองรับสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพระยะยาว

  • มีมูลค่าเวนคืนเงินสด ใช้กู้ยืมจากกรมธรรม์ได้ยามจำเป็น
  • เป็นสัญญาหลักที่แนบสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพได้ยาวนาน
  • สร้างสภาพคล่องให้กองมรดกที่เป็นที่ดินหรืออสังหาฯ
  • เบี้ยคงที่ตลอดสัญญา ไม่เพิ่มตามอายุ
  • ข้อจำกัด: เบี้ยสูงกว่า Term หลายเท่าที่ทุนประกันเท่ากัน
ระยะคุ้มครองถึงอายุ 90–99
เบี้ยเทียบกันปานกลาง–สูง
มูลค่าเงินสดมี
เหมาะกับวางแผนมรดก

แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) — ออมพร้อมคุ้มครอง

มีเงินคืนระหว่างสัญญาและเงินก้อนเมื่อครบกำหนด เหมาะกับคนที่ต้องการ “วินัยการออมแบบบังคับ” และผลตอบแทนที่แน่นอนระดับหนึ่ง โดยยังได้ความคุ้มครองชีวิตติดมาด้วย

  • รู้ผลตอบแทนล่วงหน้า ความเสี่ยงต่ำมาก
  • ใช้ลดหย่อนภาษีได้หากระยะสัญญา 10 ปีขึ้นไป
  • เหมาะกับเป้าหมายมีกำหนดเวลา เช่น ค่าเทอมลูกอีก 12 ปี
  • ข้อจำกัด: ผลตอบแทนต่ำกว่าการลงทุน และทุนคุ้มครองไม่สูง
  • ข้อควรระวัง: เวนคืนก่อนกำหนดมักขาดทุน
ระยะสัญญา10–25 ปี
เบี้ยเทียบกันสูง
ทุนคุ้มครองไม่สูงนัก
เหมาะกับออมมีเป้าหมาย

แบบบำนาญ (Annuity) — สร้างเงินเดือนหลังเกษียณ

เปลี่ยนเงินก้อนที่สะสมไว้ ให้กลายเป็นกระแสเงินสดรายปีตั้งแต่อายุ 55 หรือ 60 ปี ไปจนถึงอายุ 85–90 ปี ออกแบบมาแก้ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดของวัยเกษียณคือ “อายุยืนกว่าเงินที่มี”

  • การันตีรายได้ที่แน่นอน ไม่ผันผวนตามตลาดหุ้น
  • ลดหย่อนภาษีเพิ่มได้ตามเกณฑ์ประกันบำนาญ
  • ป้องกันความเสี่ยงจากการใช้เงินหมดก่อนเสียชีวิต
  • เหมาะกับคนที่ไม่มีบำนาญราชการหรือกองทุนเลี้ยงชีพ
  • ข้อจำกัด: สภาพคล่องต่ำ ถอนก่อนกำหนดเสียประโยชน์มาก
เริ่มรับเงินอายุ 55/60
รับถึงอายุ 85–90
ความเสี่ยงต่ำมาก
เหมาะกับวางแผนเกษียณ

แบบควบการลงทุน (Unit Linked) — ยืดหยุ่นสูง ปรับได้ตามชีวิต

แยกส่วน “ความคุ้มครอง” กับส่วน “การลงทุน” ออกจากกันอย่างโปร่งใส ปรับทุนประกันขึ้นลงได้ เลือกกองทุนได้เอง แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงจากการลงทุนที่ผู้เอาประกันรับเอง

  • เห็นค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมชัดเจนแยกรายการ
  • ปรับเบี้ยและทุนประกันได้ตามช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไป
  • หยุดพักชำระเบี้ยได้หากมูลค่าบัญชีเพียงพอ
  • ข้อจำกัด: ผลตอบแทนไม่การันตี มูลค่าอาจลดลงได้
  • ต้องมีใบอนุญาต IC ในการเสนอขาย และผู้ซื้อควรเข้าใจการลงทุน
ความยืดหยุ่นสูงที่สุด
ความเสี่ยงผู้เอาประกันรับ
ผลตอบแทนไม่การันตี
เหมาะกับคนเข้าใจการลงทุน
สัญญาเพิ่มเติม

สัญญาเพิ่มเติม (Riders) — ตัวเสริมที่มักสำคัญกว่าสัญญาหลัก

สัญญาหลักคุ้มครอง “การจากไป” แต่สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครอง “การอยู่ต่อแบบมีค่าใช้จ่ายมหาศาล” ซึ่งเกิดบ่อยกว่ามาก

🏥 ค่ารักษาพยาบาล (HS/HB)

จ่ายค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่ายา ตามจริงหรือเหมาจ่าย ลดภาระค่ารักษาที่พุ่งขึ้นทุกปี

ใช้บ่อยที่สุด

🎗️ โรคร้ายแรง (CI)

จ่ายเงินก้อนทันทีเมื่อตรวจพบโรคที่ระบุ เช่น มะเร็ง หัวใจ หลอดเลือดสมอง ใช้เป็นค่ารักษาและทดแทนรายได้ช่วงพักฟื้น

เงินก้อนทันที

♿ ทุพพลภาพ (TPD/WP)

คุ้มครองกรณีพิการถาวรจนทำงานไม่ได้ บางแบบยกเว้นการชำระเบี้ยให้ตลอดสัญญา

มักถูกมองข้าม

🚑 อุบัติเหตุ (PA)

เพิ่มทุนกรณีเสียชีวิตหรือสูญเสียอวัยวะจากอุบัติเหตุ เบี้ยถูกมากเมื่อเทียบกับความคุ้มครอง

เบี้ยถูก

👶 คุ้มครองผู้ชำระเบี้ย (PB)

สำหรับกรมธรรม์ของลูก หากพ่อแม่ผู้ชำระเบี้ยจากไป บริษัทจะชำระเบี้ยแทนจนครบสัญญา

สำหรับครอบครัว

💊 ชดเชยรายวัน (HB)

จ่ายเงินชดเชยรายวันทุกวันที่นอนโรงพยาบาล ใช้ทดแทนรายได้ที่หายไปสำหรับฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการ

ทดแทนรายได้
07 — เครื่องมือ

คำนวณ “ทุนประกันที่ควรมี” ด้วยหลัก DIME

Debt หนี้สิน · Income รายได้ · Mortgage ที่อยู่อาศัย · Education การศึกษา — ลากแถบเลื่อนให้ตรงกับสถานการณ์ของคุณ หรือพิมพ์ตัวเลขลงช่องโดยตรงก็ได้ (พิมพ์เกินสุดแถบได้)

⚠️ ค่าเปลี่ยนแล้ว — กดปุ่มคำนวณเพื่ออัปเดตผลลัพธ์
ทุนประกันที่แนะนำ
—
—
ทดแทนรายได้
0
ปิดหนี้สิน
0
ทุนการศึกษา
0
ค่าใช้จ่ายก้อนสุดท้าย
0
หักสินทรัพย์เดิม
0
—

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินเบื้องต้นเพื่อการศึกษา ควรปรึกษานักวางแผนการเงินก่อนตัดสินใจจริง

—

อ่านผลลัพธ์อย่างไรให้ถูกต้อง

  • ต่ำกว่า 5 เท่าของรายได้ต่อปี ความคุ้มครองน้อยเกินไปสำหรับคนมีภาระ
  • 10–15 เท่าของรายได้ต่อปี ระดับที่นักวางแผนการเงินส่วนใหญ่แนะนำ
  • มากกว่า 20 เท่า เหมาะกับคนมีหนี้สูงมากหรือมีผู้อยู่ในอุปการะหลายคน
  • เบี้ยส่วนคุ้มครองราว 5–10% ของรายได้ทั้งปี และรวมทุกกรมธรรม์ไม่ควรเกิน 10–15% แม้นับแบบสะสมทรัพย์/บำนาญด้วย

📎 หลัก DIME เป็นแนวทางเบื้องต้น หากต้องการความละเอียดสูงควรใช้วิธี Needs Analysis ที่คิดเงินเฟ้อ อัตราคิดลด และรายได้ของคู่สมรสร่วมด้วย

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อ

เลือกไปแล้ว 0 จาก 8 ข้อ
08 — ความเชื่อผิด ๆ ที่ได้ยินบ่อย

8 ความเข้าใจผิด ที่ทำให้คนไทยไม่มีประกัน

คลิกที่การ์ดเพื่อดูคำตอบ 👆

▼
“ยังหนุ่มยังแข็งแรง ไว้แก่กว่านี้ค่อยทำ”

เบี้ยประกันคำนวณจากอายุที่สมัคร ไม่ใช่อายุปัจจุบัน เริ่มตอน 25 ปีอาจจ่ายเบี้ยครึ่งเดียวของคนเริ่มตอน 40 ปี ที่สำคัญกว่านั้นคือ สุขภาพที่ดีวันนี้อาจไม่ดีในอีก 10 ปี และหากตรวจพบโรคก่อนสมัคร บริษัทมีสิทธิปฏิเสธหรือเพิ่มเบี้ยได้

▼
“ยังโสด ไม่มีใครต้องดูแล”

ถ้าคุณมีพ่อแม่ที่จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายงานศพ หรือมีหนี้ที่มีคนค้ำประกันอยู่ ความเสี่ยงนั้นยังคงอยู่ อีกทั้งการทำตอนโสดคือการล็อกเบี้ยถูกไว้ล่วงหน้า สำหรับวันที่คุณมีครอบครัวในอนาคต

▼
“มีประกันกลุ่มบริษัทแล้ว เพียงพอ”

ประกันกลุ่มมักให้ทุนประกันเพียง 1–3 เท่าของเงินเดือน ซึ่งไม่พอปิดหนี้บ้าน และที่สำคัญที่สุดคือ ความคุ้มครองหายไปทันทีในวันที่คุณลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณ ซึ่งมักเป็นช่วงที่คุณต้องการมันที่สุด

▼
“ประกันคือการลงทุนที่ผลตอบแทนแย่”

ถูกครึ่งเดียว เพราะประกันชีวิตไม่ได้มีหน้าที่สร้างผลตอบแทนสูงสุด หน้าที่ของมันคือ คุ้มครอง การเอาไปเทียบ IRR กับหุ้นจึงเป็นการเทียบผิดหมวด ควรแยกให้ชัด ประกันไว้กันความเสี่ยง การลงทุนไว้สร้างผลตอบแทน

▼
“บริษัทประกันหาทางไม่จ่ายอยู่แล้ว”

เคสที่ถูกปฏิเสธส่วนใหญ่มาจาก 2 สาเหตุคือ แถลงสุขภาพไม่ตรงความจริง และ เข้าข้อยกเว้นในกรมธรรม์ กรมธรรม์มาตรฐานส่วนใหญ่มีเงื่อนไข “ไม่โต้แย้งความไม่สมบูรณ์ของสัญญา” เมื่อกรมธรรม์มีผลบังคับเกิน 2 ปี (เป็นเงื่อนไขในสัญญา ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย) ส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 สิทธิบอกล้างสัญญาที่เป็นโมฆียะจะระงับเมื่อพ้น 1 เดือนนับแต่บริษัททราบมูล หรือ 5 ปีนับแต่วันทำสัญญา แล้วแต่อย่างใดถึงก่อน และมี คปภ. เป็นหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียน

▼
“เบี้ยแพง จ่ายไม่ไหวหรอก”

คนส่วนใหญ่นึกถึงประกันสะสมทรัพย์ที่เบี้ยหลักหมื่น แต่หากเป้าหมายคือ “ความคุ้มครอง” ล้วน ๆ ประกันแบบชั่วระยะเวลาสามารถให้ทุน 1–2 ล้านบาท ด้วยเบี้ยระดับหลักพันบาทต่อปีสำหรับคนอายุน้อย

▼
“มีเงินเก็บเยอะแล้ว ไม่ต้องทำ”

ต้องถามต่อว่าเงินเก็บนั้น พอครอบคลุมหนี้ทั้งหมด บวกค่าใช้จ่ายครอบครัวอีก 10 ปี บวกค่าการศึกษาลูก และยังเหลือให้ทายาทหรือไม่ หากคำตอบคือพอจริง คุณอาจรับความเสี่ยงเองได้ (Self-insure) แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ถึงจุดนั้น

▼
“พูดถึงเรื่องตายมันอัปมงคล”

การวางแผนไม่ได้เร่งให้เกิดเหตุ เหมือนการคาดเข็มขัดนิรภัยไม่ได้ทำให้รถชน สิ่งที่อัปมงคลกว่าคือการปล่อยให้คนที่เรารักต้องเผชิญวิกฤตทางการเงิน ในวันที่พวกเขาเปราะบางที่สุด

09 — ขั้นตอนจริง

ตั้งแต่สมัครจนถึงวันที่ครอบครัวได้รับเงิน

รู้กระบวนการล่วงหน้า ช่วยให้คุณเตรียมเอกสารถูกและครอบครัวไม่สับสนในวันที่ยากที่สุด

1

สมัครและแถลงสุขภาพApplication

กรอกใบคำขอและแถลงประวัติสุขภาพ ตามความจริงทุกข้อ จุดนี้คือสาเหตุอันดับหนึ่งของการถูกปฏิเสธสินไหมในภายหลัง

2

พิจารณารับประกันUnderwriting

บริษัทประเมินความเสี่ยงจากอายุ อาชีพ สุขภาพ อาจขอตรวจสุขภาพเพิ่ม ผลลัพธ์มี 3 แบบ คือ รับปกติ รับแบบเพิ่มเบี้ย หรือปฏิเสธ

3

รับกรมธรรม์ + Free LookPolicy Issued

ตรวจสอบความถูกต้องทุกหน้า หากไม่ตรงตามที่ตกลง มีสิทธิขอยกเลิกและรับเบี้ยคืน โดยทั่วไป 15 วัน นับแต่วันได้รับกรมธรรม์ และ 30 วัน หากซื้อผ่านการขายทางโทรศัพท์ (ยึดตามที่ระบุในกรมธรรม์ฉบับของตน)

4

เรียกร้องสินไหมClaim

ผู้รับประโยชน์ยื่นเอกสาร เช่น ใบมรณบัตร สำเนาบัตรประชาชน และกรมธรรม์ เงื่อนไขกรมธรรม์มาตรฐานกำหนดให้บริษัทจ่ายภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับหลักฐานครบถ้วน และขยายเวลาได้หากมีเหตุต้องสอบสวนเพิ่มเติม

🗂️ สิ่งที่ควรทำวันนี้: ถ่ายรูปหน้าแรกของกรมธรรม์ทุกฉบับเก็บไว้ในโทรศัพท์ แล้วบอกคู่สมรสหรือคนที่ไว้ใจว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ ให้เปิดแฟ้มนี้” — เพราะประกันที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่ มีค่าเท่ากับไม่ได้ทำ

10 — คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

ควรจ่ายเบี้ยประกันปีละเท่าไรจึงเหมาะสม

แนวทางทั่วไปคือเบี้ยส่วน “ความคุ้มครอง” ราว 5–10% ของรายได้ทั้งปี และเมื่อรวมแบบสะสมทรัพย์หรือบำนาญเข้าไปด้วยก็ไม่ควรเกิน 10–15% ที่สำคัญคือต้องไม่กระทบเงินสำรองฉุกเฉินหรือค่าใช้จ่ายจำเป็น หากจ่ายแล้วรู้สึกตึงมือทุกเดือน แปลว่าซื้อเกินตัว ควรลดทุนลงหรือเปลี่ยนไปใช้แบบชั่วระยะเวลาแทน

ทำประกันแล้วเสียชีวิตใน 2 ปีแรก จะได้เงินไหม

ได้ หากแถลงข้อมูลสุขภาพครบถ้วนตามความจริง ยกเว้นกรณีที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น ฆ่าตัวตายภายใน 1 ปีนับแต่วันทำสัญญา หรือถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าโดยเจตนา เมื่อกรมธรรม์บังคับเกิน 2 ปี เงื่อนไขมาตรฐานในกรมธรรม์กำหนดให้บริษัทไม่โต้แย้งความไม่สมบูรณ์ของสัญญา (และตามมาตรา 865 สิทธิบอกล้างจะระงับเมื่อพ้น 5 ปีนับแต่วันทำสัญญา) โปรดตรวจถ้อยคำในกรมธรรม์ของตนเองประกอบ

เปลี่ยนงานหรือย้ายประเทศ กรมธรรม์ยังคุ้มครองไหม

กรมธรรม์ส่วนตัวยังคุ้มครองต่อเนื่องตราบที่ยังชำระเบี้ย แต่หากเปลี่ยนไปทำอาชีพที่เสี่ยงสูงขึ้น เช่น จากพนักงานออฟฟิศไปทำงานบนที่สูง ควรแจ้งบริษัททราบ เพราะอาจมีผลต่อเบี้ยและความคุ้มครองบางส่วน

จ่ายเบี้ยไม่ไหวกลางทาง ต้องทำอย่างไร

อย่าเพิ่งปล่อยให้ขาดอายุ มีทางเลือกหลายทาง เช่น ใช้สิทธิกู้อัตโนมัติเพื่อชำระเบี้ย (APL) แปลงเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ ขยายเวลา หรือลดทุนประกันลง ควรติดต่อบริษัทก่อนครบกำหนดผ่อนผัน 30–31 วัน

ควรระบุผู้รับประโยชน์เป็นใคร

ควรระบุชื่อบุคคลให้ชัดเจนพร้อมความสัมพันธ์ และควรระบุมากกว่าหนึ่งคนหรือกำหนดสัดส่วนไว้ หากไม่ระบุเลย เงินสินไหมจะตกเข้ากองมรดกและต้องผ่านกระบวนการจัดการมรดก ซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก

ควรทบทวนกรมธรรม์เมื่อไร

ทุก 2–3 ปี หรือทันทีเมื่อชีวิตเปลี่ยน เช่น แต่งงาน มีบุตร ซื้อบ้าน เปลี่ยนงาน รายได้เพิ่มขึ้นมาก หรือหย่าร้าง เพราะทุนประกันที่เคยพอเมื่อ 5 ปีก่อน อาจไม่พอกับภาระวันนี้แล้ว

ความเสี่ยงไม่เคยนัดล่วงหน้า
แต่คุณเตรียมตัวล่วงหน้าได้

สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำให้ครอบครัวได้ในวันนี้ อาจไม่ใช่การหาเงินให้มากขึ้น แต่คือการทำให้แน่ใจว่าเงินที่หามาจะไม่หายไปพร้อมกับคุณ