ทีมตัวแทนผู้ให้บริการ ดูประวัติและช่องทางติดต่อของทีม
ประกันสุขภาพ & โรคร้ายแรง · ฉบับเข้าใจง่าย

ค่ารักษาไม่ได้พรากใครไป
แต่มันพรากเงินเก็บทั้งชีวิต

คนส่วนใหญ่เตรียมเงินไว้เผื่อ “วันที่จากไป” แต่ลืมเตรียมเผื่อ “วันที่ยังอยู่ แต่ต้องจ่าย” — และนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดบ่อยกว่ากันหลายเท่า

📈 10.8% เงินเฟ้อค่ารักษาไทย ปี 2569 🌏 10.3% ค่าเฉลี่ยทั่วโลก 🛒 -0.1% เงินเฟ้อทั่วไปของไทย ปี 2568
🏥 ค่ารักษาเพิ่มทุกปี 💚 วางแผนไว้ อุ่นใจกว่า

สัญญาณชีพของเงินเก็บ

กำลังเฝ้าระวัง
เงินเก็บเริ่มต้น100%
หลังผ่าตัดครั้งแรก58%
หลังรักษาต่อเนื่อง 1 ปี17%

ภาพจำลองเพื่อการศึกษา · ไม่ใช่สถิติเฉพาะราย

วิดีโอแนะนำ

ค่ารักษาวันนี้ แพงกว่าที่คิดแค่ไหน

สรุปภาพรวมค่ารักษาพยาบาล มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่ และสิ่งที่ควรดูก่อนเลือกแผน

วิดีโอเริ่มเล่นแบบปิดเสียง · กดปุ่มมุมขวาล่างเพื่อเปิดเสียง

01 — ตัวเลขที่ต้องรู้

ค่ารักษาไม่ได้แพงขึ้น ตาม “เงินเฟ้อทั่วไป”
มันแพงขึ้นเป็นคนละเรื่องกันเลย

ข้าวของทั่วไปแทบไม่ขึ้นราคา แต่เงินเฟ้อทางการแพทย์กลับวิ่งขึ้นเป็นเลขสองหลักติดต่อกันหลายปี นี่คือเหตุผลที่วงเงินประกันสุขภาพซึ่ง “เคยพอ” เมื่อสิบปีก่อน วันนี้อาจไม่พอแม้แต่ครั้งเดียว

0%
เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) · ไทย 2569

อัตราการเติบโตของค่ารักษาพยาบาลในไทยปี 2569 จากรายงาน Global Medical Trends ของ WTW

0%
ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทางการแพย์ทั่วโลก (Global Medical Inflation)

ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเล็กน้อย แปลว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบ้านเรา แต่บ้านเราสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

−0%
เงินเฟ้อทั่วไปของไทย

ขณะที่ราคาสินค้าทั่วไปแทบไม่ขยับ แต่เงินเฟ้อทางการแพทย์กลับวิ่งสวนทางแบบคนละทิศ

🧮 ลองคิดเล่น ๆ: ที่อัตรา 10.8% ต่อปี ค่ารักษาจะ เพิ่มเป็นสองเท่าในเวลาประมาณ 7 ปี และเป็นราว 2.8 เท่าใน 10 ปี — วงเงิน 1 ล้านบาทวันนี้ จึงมีอำนาจซื้อเท่ากับราว 360,000 บาทในอีกสิบปีข้างหน้า
02 — กายวิภาคของบิล

บิลโรงพยาบาลหนึ่งใบ ประกอบด้วยอะไรบ้าง

หลายคนคิดว่าประกันสุขภาพ “จ่ายค่าห้อง” แต่ความจริงค่าห้องเป็นเพียงส่วนน้อยของบิล ส่วนที่ใหญ่กว่ามากคือค่าแพทย์ ค่าผ่าตัด ค่ายา และค่าตรวจวินิจฉัย

ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าบริการ18%
ค่าผ่าตัด / หัตถการ26%
ค่ายาและเวชภัณฑ์22%
ค่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ16%
ค่าตรวจวินิจฉัย · แล็บ · ภาพถ่าย12%
ค่าบริการอื่น ๆ6%

📌 สัดส่วนข้างต้นเป็น ภาพประกอบเพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่สถิติทางการ สัดส่วนจริงต่างกันมากตามโรค โรงพยาบาล และความซับซ้อนของการรักษา แต่ข้อสรุปที่เป็นจริงเสมอคือ ค่าห้องไม่ใช่ก้อนที่ใหญ่ที่สุด

ทำไมการดูแค่ “ค่าห้อง” ถึงพลาด

ตัวอย่าง
บาท วงเงินค่าห้อง ยอดบิลจริง 4,000/คืน 180,000 ส่วนต่าง

ค่าห้องคือตัวเลขที่คนจำได้ง่ายที่สุด จึงมักถูกใช้เป็นตัวเปรียบเทียบเวลาเลือกแบบประกัน แต่สิ่งที่ตัดสินว่า “พอหรือไม่พอ” จริง ๆ คือ วงเงินรวมต่อการรักษาหนึ่งครั้ง ต่างหาก

03 — เลือกแบบให้เป็น

แยกค่าใช้จ่าย หรือ เหมาจ่าย

ประกันสุขภาพในตลาดแบ่งใหญ่ ๆ ได้สองทรง และความต่างของมันจะปรากฏชัดที่สุด ในวันที่บิลมีตัวเลขเจ็ดหลัก ไม่ใช่วันที่เป็นไข้หวัด

แบบแยกค่าใช้จ่าย

Schedule of Benefits · กำหนดเพดานย่อยรายหมวด
  • ✓ เบี้ยถูกกว่าที่ทุนใกล้เคียงกัน เหมาะกับงบจำกัด
  • ✓ เหมาะเป็นตัวเสริมเมื่อมีสวัสดิการบริษัทอยู่แล้ว
  • ✕ ทุกหมวดมีเพดานของตัวเอง ค่าห้องพอแต่ค่ายาอาจไม่พอ
  • ✕ ส่วนเกินเพดานย่อยต้องจ่ายเอง แม้วงเงินรวมยังเหลือ
  • ✕ เมื่อค่ารักษาเฟ้อขึ้นทุกปี เพดานย่อยจะล้าสมัยเร็วมาก
เหมาะกับคนส่วนใหญ่

แบบเหมาจ่าย

Lump Sum · วงเงินรวมก้อนเดียวต่อปีหรือต่อครั้ง
  • ✓ ยืดหยุ่น ค่าใช้จ่ายหมวดไหนสูงก็ดึงจากวงเงินก้อนเดียวกันได้
  • ✓ รับมือค่ารักษาที่เฟ้อขึ้นได้ดีกว่ามาก
  • ✓ เหมาะกับโรคซับซ้อนที่ค่ายาและค่าแพทย์พุ่งพร้อมกัน
  • ✕ เบี้ยสูงกว่า และมักยังมีเพดานค่าห้องแยกอยู่ดี
  • ✕ ต้องอ่านให้ชัดว่าวงเงินเป็น “ต่อปี” หรือ “ต่อการรักษาครั้งหนึ่ง”
💡 คำถามที่ควรถามตัวแทนเสมอ: “ถ้าผมนอนโรงพยาบาลด้วยโรคนี้ ค่าใช้จ่ายรวม 800,000 บาท กรมธรรม์นี้จ่ายให้เท่าไร และผมต้องควักเองเท่าไร” — คำถามเดียวนี้เปิดโปงเพดานย่อยที่ซ่อนอยู่ได้ทั้งหมด
04 — กติกาที่เปลี่ยนไป

มาตรฐานประกันสุขภาพแบบใหม่
และเงื่อนไข Copayment

สองเรื่องนี้เปลี่ยนวิธีที่เราควรเลือกและใช้ประกันสุขภาพไปพอสมควร รู้ไว้ก่อนซื้อดีกว่ารู้ตอนต่ออายุ

ผลประโยชน์ 13 หมวดมาตรฐาน

New Health Standard กำหนดให้ทุกบริษัทใช้โครงสร้างผลประโยชน์ 13 หมวดเหมือนกัน ตั้งแต่ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าแพทย์ ไปจนถึงค่าล้างไต เคมีบำบัด รังสีรักษา และรถพยาบาลฉุกเฉิน ทำให้เปรียบเทียบข้ามบริษัทได้ตรง ๆ เป็นครั้งแรก

ตัวเลือกลดเบี้ยที่ต้องเข้าใจ

Deductible คือความรับผิดส่วนแรกที่เราจ่ายเองก่อน ส่วน ร่วมจ่าย (Co-payment) คือการร่วมจ่ายเป็นสัดส่วน เช่นบริษัทจ่าย 70% เราจ่าย 30% ทั้งสองแบบแลกมาด้วยเบี้ยที่ถูกลง เหมาะกับคนที่มีสวัสดิการรองรับส่วนแรกอยู่แล้ว

Copayment ตอนต่ออายุ (เริ่ม 2568)

ตั้งแต่ 20–21 มีนาคม 2568 กรมธรรม์สุขภาพแบบใหม่มีเงื่อนไขว่า หากปีก่อนหน้าเคลม ผู้ป่วยใน ถี่และสูงผิดปกติ บริษัทอาจกำหนดให้ ร่วมจ่ายในปีถัดไป เงื่อนไขนี้ ไม่ใช้กับ OPD และมีข้อยกเว้นสำหรับโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่

ร่วมจ่าย 30% กรณีที่ 1

เคลมผู้ป่วยในด้วย โรคที่ไม่รุนแรง ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และอัตราการเคลมรวม ตั้งแต่ 200% ของเบี้ยประกันปีนั้น

ร่วมจ่าย 30% กรณีที่ 2

เคลมผู้ป่วยในด้วย โรคทั่วไป ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปต่อปี และอัตราการเคลมรวม เกิน 400% ของเบี้ยประกันปีนั้น

ร่วมจ่าย 50% เข้าทั้งสองกรณี

หากเข้าเงื่อนไขทั้งข้อ 1 และข้อ 2 พร้อมกันในปีเดียว สัดส่วนร่วมจ่ายจะขยับเป็น 50%

สิ่งที่ไม่เข้าข่าย ข้อยกเว้น

การเคลม ผู้ป่วยนอก (OPD) ไม่ถูกนับ และ โรคร้ายแรงกับการผ่าตัดใหญ่ อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นจากเงื่อนไขนี้

🧭 อ่านให้ถูก: เงื่อนไขนี้ไม่ได้ลงโทษคนป่วยหนัก แต่ออกแบบมาคุมการเคลมถี่ ๆ ด้วยโรคเล็กน้อย ซึ่งดันต้นทุนรวมของกองกลางขึ้นจนเบี้ยของทุกคนแพงตาม ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ ตรวจถ้อยคำในกรมธรรม์ฉบับของตัวเอง เพราะรายละเอียดต่างกันได้ตามแบบประกันและบริษัท
05 — ช่องว่างที่คนมองข้าม

มีประกันสุขภาพแล้ว ยังต้องมีโรคร้ายแรงอีกไหม

สองอย่างนี้แก้คนละปัญหา และตรงนี้คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด

ประกันสุขภาพ

จ่ายตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง
  • ✓ จ่าย ค่ารักษา ให้โรงพยาบาลตามบิล
  • ✓ ใช้ได้ทุกครั้งที่ป่วย ตราบที่วงเงินยังเหลือ
  • ✕ ไม่ได้ชดเชย รายได้ที่หายไป ระหว่างพักรักษา
  • ✕ ไม่ได้จ่ายค่าเดินทาง ค่าคนดูแล ค่าอาหารเสริม ค่าวิกผม
  • ✕ ไม่ครอบคลุมการรักษาทางเลือกหรือยานอกบัญชีบางกรณี
เติมช่องว่าง

ประกันโรคร้ายแรง

จ่ายเป็นเงินก้อนเมื่อได้รับการวินิจฉัย
  • ✓ ได้ เงินก้อน ทันทีที่ตรวจพบตามนิยามในกรมธรรม์
  • ✓ ใช้จ่ายอะไรก็ได้ — ทดแทนรายได้ ผ่อนบ้าน จ้างคนดูแล
  • ✓ ซื้อเวลาให้ได้ “หยุดพักรักษาจริง ๆ” โดยไม่ต้องรีบกลับไปทำงาน
  • ✕ จ่ายตามนิยามโรคและระยะที่ระบุไว้เท่านั้น ต้องอ่านให้ละเอียด
  • ✕ มีระยะเวลารอคอย และไม่คุ้มครองภาวะที่เป็นมาก่อน

ภาระที่เกิดขึ้นจริงเมื่อป่วยหนักหนึ่งปี

ประกันสุขภาพปิดแท่งซ้าย ส่วนแท่งขวาไม่มีใครจ่ายให้ นอกจากเงินเก็บของเราเอง หรือเงินก้อนจากประกันโรคร้ายแรง

ค่ารักษาในโรงพยาบาล ค่ายาต่อเนื่อง รายได้ที่หายไป ค่าดูแล/เดินทาง ประกันสุขภาพจ่าย ต้องจ่ายเอง
ส่วนที่ประกันสุขภาพรับผิดชอบ ส่วนที่ตกอยู่กับครอบครัว

สัดส่วนในภาพเป็นการจำลองเพื่ออธิบายแนวคิด ไม่ใช่สถิติเฉพาะโรค

06 — เครื่องมือ

วงเงินสุขภาพ และทุนโรคร้ายแรง ที่ควรมี

ลากแถบเลื่อนให้ตรงกับสถานการณ์ของคุณ ผลลัพธ์จะอัปเดตทันที หรือจะพิมพ์ตัวเลขลงช่องเองก็ได้ — ระบบคิดผลของเงินเฟ้อค่ารักษาให้ด้วย

ตัวเลือกนี้ใช้ประเมินค่าห้องและระดับค่ารักษาโดยประมาณ
ใช้ประมาณจำนวนปีที่ต้องพึ่งกรมธรรม์
วงเงินควรพอใช้ไปอีกกี่ปีก่อนทบทวนใหม่
ใช้คำนวณรายได้ที่หายไประหว่างพักรักษา
ระยะพักรักษาและฟื้นตัวโดยประมาณ
ค่าคนดูแล ค่าเดินทาง อาหารเฉพาะโรค
เงินสำรองที่ยอมใช้กับเรื่องนี้ได้จริง
ค่าเริ่มต้น 10.8% ตามอัตราของไทยปี 2569
วงเงินสุขภาพเหมาจ่ายที่ควรมี (วันนี้)
—
—
ค่าห้องที่เลือก—
วงเงินที่ควรมีในอีก 10 ปี—
ทุนโรคร้ายแรงที่ควรมี—
—

กรอกข้อมูลแล้วกดคำนวณเพื่อดูผลลัพธ์

วงเงินวันนี้จะพอไปอีกกี่ปี

เส้นแดงคือค่ารักษาที่โตตามเงินเฟ้อ เส้นเขียวคือวงเงินคงที่ที่เราซื้อไว้ — จุดตัดคือปีที่วงเงินเริ่มไม่พอ

วงเงินที่ซื้อไว้ (คงที่) ค่ารักษาที่โตปีละ 10.8%
⚖️ วิธีคิดที่ใช้: วงเงินสุขภาพประเมินจากค่าห้องที่เลือก คูณด้วยตัวคูณตามระดับโรงพยาบาล (ยิ่งค่าห้องสูง ค่าแพทย์และค่าผ่าตัดยิ่งสูงตาม) ส่วนทุนโรคร้ายแรงคิดจาก รายได้ที่หายไป + ค่าดูแลระหว่างพักรักษา + ค่ารักษาส่วนที่ประกันสุขภาพไม่ครอบคลุม − เงินเก็บ ทั้งหมดเป็นการประมาณเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล
07 — ก่อนเซ็นชื่อ

สี่เรื่องที่ทำให้เคลมไม่ผ่าน มากที่สุด

ประกันสุขภาพเป็นสัญญาที่ปฏิเสธการจ่ายได้ตามเงื่อนไข การรู้ล่วงหน้าจึงสำคัญกว่าการเปรียบเทียบเบี้ยเสียอีก

ระยะเวลารอคอย

กรมธรรม์สุขภาพโดยทั่วไปมีระยะรอคอย ราว 30 วัน สำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป และ ยาวกว่านั้น สำหรับกลุ่มโรคที่ระบุไว้เฉพาะ ส่วนโรคร้ายแรงมักมีระยะรอคอยของตัวเองอีกชั้น ระยะเวลาที่แน่นอนต้องดูจากกรมธรรม์ฉบับของตัวเอง

ภาวะที่เป็นมาก่อน

โรคที่มีอยู่ก่อนทำประกันมักถูก ยกเว้นความคุ้มครอง หรือถูกระบุเป็นข้อยกเว้นเฉพาะราย การปกปิดไม่ช่วยอะไร เพราะบริษัทตรวจสอบประวัติการรักษาย้อนหลังได้ในขั้นตอนพิจารณาสินไหม

แถลงสุขภาพไม่ครบ

สาเหตุอันดับหนึ่งของการถูกปฏิเสธ ให้แถลงทุกอย่างตามจริง รวมถึงเรื่องที่คิดว่าไม่สำคัญ เช่น เคยตรวจพบค่าตับสูงครั้งเดียวเมื่อสามปีก่อน

เข้าใจนิยามผิด

โรคร้ายแรงจ่ายตาม นิยามและระยะที่กรมธรรม์กำหนด ไม่ใช่ตามชื่อโรค มะเร็งระยะเริ่มต้นบางชนิดอาจได้รับความคุ้มครองบางส่วนหรือไม่ได้เลย ต้องอ่านนิยามให้ครบก่อนซื้อ

08 — คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

มีประกันกลุ่มของบริษัทแล้ว ยังต้องซื้อเองไหม

ประกันกลุ่มมักมีวงเงินจำกัดและ หายไปทันทีในวันที่ออกจากงาน ซึ่งมักเป็นช่วงที่อายุมากขึ้นและซื้อใหม่ยากกว่าเดิม แนวทางที่ปลอดภัยคือมีกรมธรรม์ส่วนตัวเป็นฐาน แล้วใช้ประกันกลุ่มเป็นส่วนเสริมที่ช่วยรับผิดชอบส่วนแรก

ซื้อแบบมีความรับผิดส่วนแรกดีไหม

ดีมากสำหรับคนที่มีประกันกลุ่มหรือเงินสำรองพอจะรับส่วนแรกไหว เพราะช่วยลดเบี้ยได้อย่างมีนัย แต่ไม่เหมาะกับคนที่ไม่มีสภาพคล่องสำรอง เพราะเวลาป่วยจริงจะต้องหาเงินก้อนแรกให้ได้ก่อน

เคลมบ่อยแล้วเบี้ยจะขึ้นไหม

โดยหลักการ เบี้ยประกันสุขภาพปรับตามอายุและต้นทุนค่ารักษาของกลุ่ม ไม่ได้ปรับรายบุคคลตามประวัติเคลม แต่ตั้งแต่ปี 2568 มีเงื่อนไข ร่วมจ่ายตอนต่ออายุ สำหรับผู้ที่เคลมผู้ป่วยในถี่และสูงผิดปกติ ตามเกณฑ์ที่อธิบายไว้ด้านบน

ควรซื้อโรคร้ายแรงเท่าไรถึงพอ

แนวทางที่ใช้กันคือให้ครอบคลุม รายได้ราว 1–2 ปี บวกค่าใช้จ่ายระหว่างรักษาที่ประกันสุขภาพไม่จ่ายให้ เครื่องคำนวณด้านบนคิดตามหลักนี้ ลองปรับจำนวนเดือนที่หยุดงานให้ตรงกับอาชีพของตัวเอง อาชีพอิสระควรเผื่อมากกว่าพนักงานประจำที่มีสิทธิลาป่วย

อายุเท่าไรควรเริ่มทำ

เร็วที่สุดเท่าที่สุขภาพยังดี เพราะสองอย่างที่ย้อนกลับไม่ได้คือ อายุที่ใช้คำนวณเบี้ย และ ประวัติสุขภาพที่ยังสะอาด เมื่อตรวจพบอะไรบางอย่างแล้ว โรคนั้นมักกลายเป็นข้อยกเว้นถาวรของกรมธรรม์ฉบับใหม่

ทำไมวงเงินที่เคยพอ ตอนนี้ถึงไม่พอ

เพราะค่ารักษาโตปีละเลขสองหลัก ขณะที่วงเงินในกรมธรรม์เป็นตัวเลขคงที่ กราฟในเครื่องคำนวณด้านบนแสดงให้เห็นว่าวงเงินเท่าเดิมจะถูกค่ารักษาแซงในปีที่เท่าไร จึงควร ทบทวนวงเงินทุก 3–5 ปี แทนที่จะซื้อครั้งเดียวแล้วลืมไป

สุขภาพดีไม่ได้แปลว่าไม่ต้องเตรียม
มันแปลว่ายังเตรียมทัน

วันที่เราแข็งแรงที่สุด คือวันเดียวที่เรามีสิทธิเลือกแบบประกันได้ครบทุกแบบ และเป็นวันที่เบี้ยถูกที่สุดในชีวิตที่เหลืออยู่