เงินฝาก & กองทุนรวม
ยืดหยุ่นที่สุด ถอนได้ตลอด และเลือกระดับความเสี่ยงเองได้
- + เข้าถึงเงินได้ทันทีเมื่อจำเป็น
- + ต้นทุนต่ำ เลือกกองทุนได้หลากหลาย
- − ต้องมีวินัยเอง ไม่มีอะไรบังคับให้ออมต่อ
- − ถ้าตลาดลงในปีที่ต้องใช้เงินพอดี จะเจ็บ

ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมของครัวเรือนไทยปี 2569 เฉลี่ย 29,930 บาทต่อครั้ง และเพิ่มขึ้นราว 6% ทุกปี — แปลว่าค่าเทอมที่คุณเห็นวันนี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่คุณจะต้องจ่ายจริง ในวันที่ลูกโตพอจะเข้าเรียน
สรุปค่าใช้จ่ายการศึกษาตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี และวิธีทยอยเตรียมแบบไม่กดดันตัวเอง
วิดีโอเริ่มเล่นแบบปิดเสียง · กดปุ่มมุมขวาล่างเพื่อเปิดเสียง
เพราะเงินที่ต้องจ่าย อยู่ในอนาคต ไม่ใช่วันนี้ — และการศึกษาเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่าง ที่ราคาขึ้นเร็วกว่าค่าครองชีพทั่วไปเกือบทุกปี
ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมเฉลี่ยต่อครัวเรือนปี 2569 อยู่ที่ 29,930 บาท เพิ่มขึ้นราว 6% จากปีก่อน และเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปี
ชุดนักเรียน อุปกรณ์ รถรับส่ง เรียนพิเศษ กิจกรรม — รวมกันมัก มากกว่าค่าเทอมที่ประกาศไว้ ควรคิดเป็น “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” ไม่ใช่แค่ค่าเทอม
ตั้งแต่อนุบาลถึงจบปริญญาตรีคือ ราว 19 ปีติดต่อกัน ไม่ใช่ก้อนเดียวจบ แผนจึงต้องเป็น “กระแสเงิน” ไม่ใช่ “เงินก้อน”
แผนการศึกษาส่วนใหญ่พังไม่ใช่เพราะออมน้อย แต่เพราะ คนที่หาเงินเข้าบ้านหยุดหาได้ — เจ็บหนัก ทุพพลภาพ หรือจากไปกลางทาง
ตัวเลขอ้างอิงปีการศึกษา 2569 เป็นช่วงกว้าง ๆ เพื่อให้เห็นขนาด ของจริงต่างกันมากตามโรงเรียน จังหวัด และหลักสูตร
ช่วงที่ส่วนต่างระหว่างโรงเรียนรัฐกับเอกชนกว้างที่สุด และหลายบ้านเลือกเอกชนเพราะเรื่องเวลารับส่ง
ช่วงยาวที่สุดช่วงหนึ่ง ค่าเรียนพิเศษเริ่มเข้ามาเป็นก้อนที่ไม่เล็ก โดยเฉพาะช่วง ป.4–ป.6
ค่าเรียนพิเศษพุ่งสูงสุดในช่วง ม.5–ม.6 เพราะการเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ค่าเทอมมหาวิทยาลัยรัฐ 13,000–22,000 บาท/เทอม (แพทย์ วิศวะ สูงกว่านี้) เอกชน 25,000–45,000 บาท/เทอม · เมื่อรวมค่าหอ ค่ากิน ค่าเดินทาง มักต้องเตรียมปีละไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท
โรงเรียนสองภาษาและนานาชาติเริ่มต้นที่หลักแสนต่อปีและขึ้นไปถึงหลายแสน หลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยรัฐอยู่ที่ 40,000–120,000 บาท/เทอม
เลือกแนวโรงเรียนที่วางไว้ แล้วปรับตัวเลขให้ตรงกับของจริง ระบบจะไล่คำนวณค่าใช้จ่ายทุกปีจนลูกเรียนจบ พร้อมบอกว่าต้องออมเดือนละเท่าไร
ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ — แต่ละวิธีแลกกันคนละอย่าง คนส่วนใหญ่ใช้มากกว่าหนึ่งวิธีผสมกัน
ยืดหยุ่นที่สุด ถอนได้ตลอด และเลือกระดับความเสี่ยงเองได้
กำหนดวันครบสัญญาให้ตรงกับปีที่ลูกเข้ามหาวิทยาลัยได้
ไม่ได้สร้างเงินออม แต่ทำให้แผนไม่พังถ้าคนหาเงินหายไป
สมมติคุณวางแผนออมเดือนละ 6,000 บาทเป็นเวลา 15 ปี เพื่อส่งลูกเรียนจนจบ — แผนนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวที่ไม่มีใครพูดถึง คือ คุณยังทำงานอยู่ครบทั้ง 15 ปี
ถ้าปีที่ 3 เกิดอะไรขึ้น เงินที่ออมไปแล้วคือ 216,000 บาท ส่วนเงินที่ยังไม่ได้ออมคือกว่า 860,000 บาท — และไม่มีใครออมแทนได้
อิงค่าใช้จ่ายเริ่มต้นแบบ “รัฐบาล + เรียนพิเศษ” · เงินเฟ้อการศึกษา 6% · ผลตอบแทนเงินออม 3%
ลองเปลี่ยนอายุลูกในเครื่องคำนวณด้านบนแล้วดูตัวเลขของคุณเอง
รัฐ เอกชน สองภาษา หรืออินเตอร์ — ตัดสินใจคร่าว ๆ ก่อน เพราะตัวเลขต่างกันได้หลายเท่า
เงินการศึกษาต้องไม่ปนกับเงินใช้จ่ายประจำวัน ไม่งั้นมันจะถูกใช้ไปโดยไม่รู้ตัว
ทุนประกันควรครอบคลุมค่าการศึกษาที่ยังเหลืออยู่ ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายในบ้าน
ค่าเทอมจริงที่จ่ายปีนี้ คือข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับปรับแผนปีหน้า
เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะสิ่งที่ทำงานแทนคุณคือเวลา ไม่ใช่จำนวนเงิน จากตารางด้านบน เริ่มตอนลูกแรกเกิดกับเริ่มตอนลูก 10 ขวบ ต่างกันประมาณเท่าตัวต่อเดือน ทั้งที่เป้าหมายปลายทางเท่ากัน ถ้ายังเริ่มด้วยจำนวนมากไม่ได้ ให้เริ่มด้วยจำนวนน้อยแต่เริ่มจริง ๆ ดีกว่ารอ
ค่าเริ่มต้นในเครื่องคำนวณนี้ตั้งไว้ที่ 6% ซึ่งอ้างอิงจากค่าใช้จ่ายเปิดเทอมปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นราว 6% จากปีก่อน หากลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือหลักสูตรอินเตอร์ อัตราการขึ้นราคามักสูงกว่านั้น ควรลองปรับขึ้นเป็น 7–8% แล้วดูว่าแผนยังไหวหรือไม่
ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเงินก้อนนี้มี วันครบกำหนดที่เลื่อนไม่ได้ — ลูกเข้ามหาวิทยาลัยปีนั้นก็คือปีนั้น ถ้าตลาดลง 30% พอดีในปีที่ต้องใช้เงิน คุณไม่มีเวลารอให้มันฟื้น หลักที่ใช้กันคือยิ่งใกล้วันใช้เงิน ยิ่งลดความเสี่ยงลง เช่น 10 ปีขึ้นไปลงทุนได้เต็มที่ แต่เหลือ 3 ปีควรย้ายมาอยู่ในสินทรัพย์ที่นิ่ง
หลักคิดง่าย ๆ คือ เท่ากับค่าการศึกษาที่ยังไม่ได้ออม ณ วันนี้ ตัวเลข “ต้องเตรียมเงินเพิ่มอีก” ในเครื่องคำนวณด้านบนใช้เป็นจุดตั้งต้นได้เลย แล้วนำไปรวมกับทุนประกันส่วนที่ดูแลค่าใช้จ่ายในบ้าน ซึ่งคำนวณได้ที่หน้าประกันชีวิต
ไม่เสียเปล่า เพราะมันคือเงินออมของครอบครัวที่มีเป้าหมายชัดเจน ถ้าไม่ได้ใช้กับการศึกษา มันก็กลายเป็นเงินก้อนตั้งต้นให้ลูก หรือเงินเกษียณของคุณเอง ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ “เตรียมแล้วไม่ได้ใช้” แต่คือ “ถึงเวลาใช้แล้วไม่มี”
ส่งข้อมูลเบื้องต้นมาคุยกันได้ เราช่วยดูว่าตัวเลขที่คุณคำนวณไว้สมเหตุสมผลไหม และยังมีช่องโหว่ตรงไหน